?>
ชมรมอนุรักษ์พุทธศิลป์แห่งภาคอีสาน
The Buddhist Art Conservation Club Of Esan (North Eastern Part Of Thailand)
03 เมษายน 2568, 14:59:07 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  

กติกาในการ เช่า-แลกเปลี่ยนพระเครื่อง | พระเครื่องเมืองอุบลราชธานี | แจ้งปัญหาการใช้งาน
แจ้งเรื่องการยืนยันตัวตนสำหรับผู้ที่จะให้เช่าพระเครื่องฯ | วิธีสมัครสมาชิกเว็บ

หน้า: 1 ... 5 6 [7] 8 9 10
 61 
 เมื่อ: 29 มกราคม 2568, 06:54:10 
เริ่มโดย middle spirit - กระทู้ล่าสุด โดย middle spirit
"#เจ้ากรรมนายเวร"
... เจ้ากรรมนายเวรมีจริงหรือไม่ เจ้ากรรมนายเวรก็หมายถึงบุคคลกระทำกรรมนั้นๆ ไว้แล้ว มอบให้เจ้ากรรมนายเวรนั้นเป็นผู้รักษาและประสิทธิ์ประสาทให้แก่ผู้กระทำหรือผู้เป็นกรรมเป็นเวรต่อกันอีกทีหนึ่ง จึงจะเรียกว่า เจ้ากรรมนายเวร
กรรมเวรมันเกิดที่ใจของบุคคล บุคคลมีเจตนาไปยึดเอามาปรุงแต่งขึ้นที่ กาย วาจา และใจนี้ กรรมเวรจึงค่อยมี คนอื่นนอกจากตัวของเราแล้วจะไปรู้ได้อย่างไร เราควบคุมใจของตนไว้แต่เบื้องต้น จนไปทำชั่ว แล้วยังจะส่งกรรมเวรนั้นไปให้คนอื่นรักษาให้ ใครจะยอมรับเล่า กรรมดีค่อยยังชั่วหน่อย ยังพอจะรับได้บ้าง แต่กรรมชั่วนี่สิ ใครๆ ก็เกลียดจะยอมรับไม่ได้
กรรมเวรเกิดขึ้นจากจิต เป็นนามธรรม เมื่อจิตไปสวมเอารูปกาย ซึ่งเป็นวิบากกรรมเป็นตัวตน กรรมจะต้องตามมาใช้กรรมนั้นอีก จิตผู้สร้างกรรมนั้นย่อมจะรับผลกรรมนั้นยิ่งทวีคูณ เมื่อกายแตกดับแล้ว จิตจะต้องเป็นผู้รับผมกรรมนั้นแต่ผู้เดียว และยังจะต้องได้รับต่อไปอีกหลายภพหลายชาติอีกด้วย
กรรม และเวร มีลักษณะต่างกันและให้ผลก็ต่างกัน
กรรม ทางพุทธศาสนาท่านแสดงไว้ ๒ อย่าง กรรมดีหรือบุญ ก็เรียกเป็นกุศลกรรม กรรมชั่วหรือบาปก็เรียกเป็นอกุศลกรรม
ส่วน เวร นั้น เกิดจากเจตนาอันชั่วร้ายเลวทราม ทำกรรมแล้วจนเป็นเหตุให้ผูกเวรซึ่งกันและกัน
กรรมนั้น มีผลสนองในชาตินี้ คือ ทำใจให้เศร้าหมองเดือดร้อน คิดแต่จะทำร้ายให้เขาได้รับโทษทุกข์ฝ่ายเดียว เมื่อกายแตกทำลายไปตามสภาพของมันแล้ว ยังเหลือแต่จิต กรรมนั้นย่อมติดพันต่อไป เพราะจิตเป็นผู้สร้างกรรมไว้ เมื่อจิตๆ ไปเกิดในภพนั้นๆ หรือคตินั้นๆ กรรมย่อมตามไปสนองอย่างนี้อีก ตลอดเวลายาวนาน จนกว่าจิตนั้นจะบริสุทธิ์พ้นจากกิเลส จึงสิ้นสุดลงได้
ส่วน เวร ก็คือ การกระทำกรรมนั่นแหละ แต่กระทำลงไปด้วยเจตนาอันแรงกล้าเฉพาะบุคคล จนผูกอาฆาตมาดร้ายจองล้างจองผลาญซึ่งกันและกัน กรรมที่ทำด้วยเจตนาอันแรงกล้ามาก จนกลายเป็นเวร แต่แก้ได้ง่ายกว่ากรรม
เมื่อบุคคลทั้งสองต่างก็เห็นโทษซึ่งตนกระทำลงไปแล้วในชาติที่เป็นมนุษย์อยู่นี่แหละ เมื่อเผชิญหน้ากันเข้าแล้วก็เปิดเผยโทษที่ตนกระทำนั้นให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบ แล้วขออโหสิกรมกันเสีย เวรนั้นย่อมระงับได้ด้วยประการฉะนี้
แรงของเวรนี้มันร้ายกาจเหลือหลาย หากว่าคู่เวรทั้งสองมาเห็นโทษของมันแล้วหันหน้าเข้าหากัน ต่างก็ให้อโหสิกรรมแก่กันและกัน เวรนั้นย่อมสิ้นสุดลงเพียงแค่นั้น
สรุป พึงเข้าใจว่า กรรม เวร มิใช่ของมันเกิดเอง เกิดจากจิตของบุคคลผู้คิดพยาบาทอาฆาต จองล้างของผลาญซึ่งกันและกัน กรรมเวรมิใช่เป็นวัตถุ มันเป็นนามธรรมจะรู้สึกได้ด้วยใจของตนเอง
กรรมเวรใครทำลงไปแล้ว ผู้กระทำกรรมนั้นแหละย่อมได้รับผลด้วยตนเอง คนอื่นจะมารับแทนไม่ได้หรือคนอื่นจะถ่ายทอดให้ก็ไม่ได้เหมือนกัน.

ธรรมโอวาท
หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี
วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย

 62 
 เมื่อ: 26 มกราคม 2568, 05:58:18 
เริ่มโดย middle spirit - กระทู้ล่าสุด โดย middle spirit
ขอให้มีศรัทธา ทำทานไปเรื่อย
ทั้งทานภายนอก ทานภายใน
รักษาศีล คือ รักษากาย วาจา และใจ ให้มันเป็นปกติ
หรือรักษาจิตนั่นเอง คอยมีสติปกครองจิตใจ
สิ่งใดไม่ควรคิดก็ไม่คิด สิ่งใดไม่ควรพูดก็ไม่พูด สิ่งใดไม่ควรทำก็ไม่ทำ
เพราะเรามีสติรู้อยู่ว่าเราเป็นผู้มีศีล

หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี
เรื่อง สติควบคุมจิต

 63 
 เมื่อ: 25 มกราคม 2568, 05:27:32 
เริ่มโดย middle spirit - กระทู้ล่าสุด โดย middle spirit
" ...สำรวมใจให้สงบอยู่ในที่เดียว เรียกว่าภาวนา"
ใจนั้นเรายังไม่ทันรู้จักว่าคืออะไร ตั้งเเต่เกิดจนกระทั่งบัดนี้ยังจับตัวใจไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่พูดถึงเรื่องใจอยู่ทุกอย่าง ใจดี ใจร้าย ทุกข์ใจ กลุ้มใจ แต่ก็ยังไม่รู้จักตัวใจ "ใจเป็นของไม่มีตัว แต่รู้สึกนึกคิดได้"

เพราะฉะนั้น ความรู้สึกนึกคิดจับตัวนั้นเสียก่อนอาการของใจคือความรู้สึกนึกคิด เอามาไว้ในที่เดียว ระลึกอยู่ในที่เดียว คิดอยู่ในที่เดียว "คือนึกคิดอยู่ที่ พุทโธ" ตั้งใจให้นึกอยู่ใน "พุทโธ สติคุมให้นึกแน่วอยู่ในพุทโธ" ไม่ให้ส่งไปที่อื่น

ถึงมันจะส่งไปไหนก็ดึงมันมาให้อยู่ จนกระทั่งเราทำอยู่นั้นนาน ๆ หนักเข้ามันจะหายหมดความคิดทั้งหลายที่นึกส่งไปที่อื่น แม้แต่ "พุทโธก็จะหยุดไม่นึก แต่จะสงบอยู่คนเดียวของมันต่างหาก" นี่วิธีทำภาวนาสมาธิมีแค่นี้ ... "

หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี
วัดหินหมากเป้ง อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย

 64 
 เมื่อ: 24 มกราคม 2568, 05:20:35 
เริ่มโดย middle spirit - กระทู้ล่าสุด โดย middle spirit
"มนุษย์สัตว์ทั้งหลายกลัวความตาย
แต่ยินดีกับความเกิด
เมื่อเกิดแล้วไม่ตาย ไม่มี
ต้องตายแน่ๆ

ผู้กลัวความตาย จึงต้องควรชำระ
โมหะอวิชชา ที่หุ้มห่อจิต อันเป็นต้นเหตุให้หมดจด
จึงจะไม่เกิด ไม่ตายอีก

ควรจะกลัวความเกิด
อย่าไปกลัวความตายเลย จึงจะถูก"

หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี

 65 
 เมื่อ: 23 มกราคม 2568, 05:44:52 
เริ่มโดย middle spirit - กระทู้ล่าสุด โดย middle spirit
พระพุทธเจ้าท่านสอนน้อยนิดเดียว

ไม่ได้สอนมากหรอกสอนให้เห็นใจของตนเท่านั้นแหละเป็นพอ เรียนมากรู้มาก ถ้าไม่เห็นใจของตนเองแล้วละก็หมดเรื่อง เรียนมากรู้มาก ส่งออกไปเลยไม่รู้ตัวว่า นั่นน้ำมันซัดไป

ผู้เรียนน้อย เรียนรู้ใจ ให้รักษาใจให้มั่นคงได้ก็เป็นพอแล้ว
จะพ้นจากความทุกข์ได้ก็เพราะใจ คือ เรารักษาใจของเราไม่ให้น้ำซัดไป
ถ้าหากเรารักษาใจได้จริงๆ จังๆ จะให้มันโกรธก็ได้ จะไม่ให้มันโกรธก็ได้ จะอยู่เฉยๆก็ได้

ลองคิดดูเถอะ สบายใจไหม
มันจะโกรธแล้วไม่โกรธ มันจะสบายใจไหมละ
หรือว่าไม่สบาย ไฟไหม้เผาบ้านที่อยู่ของเรามันจะสบายที่ไหน เอาชนะคนอื่นมันเป็นอย่างนั้นแหละ ถ้าเอาชนะตนเองสงบนิ่งเฉยไม่มีโกรธ มีแต่สบาย ทุกคนก็สบายไปหมด

ทำอะไรๆ ก็หาความสบายด้วยกันทั้งนั้นแหละ หาเงินหาทองข้าวของสมบัติอะไรทั้งหมด หาความสบายทั้งนั้น ทางโลกเขาว่า คนไม่รู้จักโกรธ คือ คนไม่มีจิตใจ อยู่เฉยๆ มันจะมีดีอะไร อย่าไปเชื่อคำพูดของเขา จะเสียคน

เราเชื่อตัวของเราเองดีกว่า กิเลสเหล่านี้ คือ โลภ โกรธ หลง เป็นต้น ของเรามีเยอะแต่เราไม่เอามาใช้ เพราะมันทำให้ตนเองและคนอื่นเดือดร้อนเป็นทุกข์ เราไม่เอามาใช้ดีกว่า

หลวงปู่เทสก์ เทศรังสี
วัดหินหมากเป้ง ๑๒ สิงหาคม ๒๕๒๕

 66 
 เมื่อ: 22 มกราคม 2568, 06:26:49 
เริ่มโดย middle spirit - กระทู้ล่าสุด โดย middle spirit
การที่รู้ใจตนนั้น เป็นวิชชาเกิดขึ้นแล้ว
เป็นปัญญาเกิดขึ้นมาแล้ว
จะไปหาปัญญาวิชชาที่ไหนอีก ความรู้ตัว
รู้ตนนั่น มันแสนวิเศษแล้ว

หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี
จากหนังสือธรรมเล่มที่๕๗

 67 
 เมื่อ: 21 มกราคม 2568, 05:49:50 
เริ่มโดย middle spirit - กระทู้ล่าสุด โดย middle spirit
อย่าไปมัวเมาของเก่าอยู่เลย
ท่านสอนตรงจิตสงบ
อยู่อันหนึ่งอันเดียวและรักษาจิตให้อยู่อันเดียวนั่น
ตรงนี้แหละสำคัญที่สุด
หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี

จากหนังสือธรรมะเล่มที่๘๗

 68 
 เมื่อ: 21 มกราคม 2568, 05:45:52 
เริ่มโดย middle spirit - กระทู้ล่าสุด โดย middle spirit
การรู้จิตของตนนี่แหละ
จึงเป็นผลให้ได้ความสงบ
ถ้ารู้เมื่อไรแล้ว สงบเมื่อนั้น
มีความสุขความสบาย
ครั้นไม่รู้แล้ว
มันส่งไปวุ่นวายในสิ่งต่างๆ
ให้เป็นทุกข์เดือดร้อน

หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี
จากหนังสือธรรมะเล่มที่๖๓

 69 
 เมื่อ: 20 มกราคม 2568, 04:35:45 
เริ่มโดย middle spirit - กระทู้ล่าสุด โดย middle spirit
ท่านผู้ที่หายจากโรคอันเกิดจากใจได้แก่ผู้สิ้นกิเลสแล้ว
ถึงแม้โรคในกายของท่าน จะยังปรากฏอยู่ ก็เป็นแต่อาการความรู้สึก
หาได้ทำใจของท่านให้กำเริบไม่
เพราะโรคใจของท่านไม่มีแล้ว
สมุฏฐาน คือ อุปาทานของท่านได้ถอนหมดแล้ว
ฉะนั้นท่านจึงมีความสุขและได้ลาภอย่างยิ่งในความไม่มีโรค

หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี
ธรรมเทศนาเรื่อง โรค

 70 
 เมื่อ: 18 มกราคม 2568, 06:21:08 
เริ่มโดย middle spirit - กระทู้ล่าสุด โดย middle spirit
"ศีล เป็นของประเสริฐ"

" .. พระพุทธองค์ทรงสั่งสอน แนะนำฝึกอบรมพระสาวกของพระองค์ เบื้องต้นตรงที่ "ศีล อันเกี่ยวเนื่องดัวย กาย วาจา ซึ่งเป็นของหยาบ ๆ" ที่จะแสดงออกมาให้ปรากฏแก่สายตาของสาธารณะชน

"เพราะศีล เป็นของประเสริฐกว่าสิ่งใด ๆ ในโลกทั้งหมด" ในมนุษย์พร้อมด้วย เทวบุตร เทวดา อินทร์พรหม "ก็เทิดทูนศีลนี้ว่า เป็นของประเสริฐ"

ผู้ที่เอาศีลเข้ามาสวมกายไว้ภายในใจของตนแล้ว "ผู้นั้นก็พลอยได้เป็นผู้ประเสริฐไปตามศีลด้วย" แม้ฆราวาสผู้ซึ่งได้นามว่าพระอริยะ "ตั้งต้นแต่พระโสดาบันเป็นต้นไป ท่านก็มีนิจศีลเป็นประจำ"

มนุษย์คนเราผู้เกิดมาแล้ว "ไม่มีศีลเสียเลยแม้แต่ข้อเดียว ได้ชื่อว่าเป็นผู้ไม่ได้รักษาศักดิ์ศรีของตนไว้" อย่างน่าเสียดาย .. "
หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี

หน้า: 1 ... 5 6 [7] 8 9 10
Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.19 | SMF © 2006-2009, Simple Machines Valid XHTML 1.0! Valid CSS!